ออกแบบถุงกระดาษแบรนด์ของเราเองมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง 01

สารบัญเนื้อหา

สงสัยไหมว่าควรออกแบบถุงกระดาษเอง หรือจ้างมืออาชีพดี? บทความนี้เปรียบเทียบความคุ้มค่า ขั้นตอนการออกแบบถุงกระดาษกับโรงพิมพ์ และไอเดียให้แบรนด์ปัง อ่านเลย!

  • เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย ระหว่างการออกแบบถุงกระดาษด้วยตัวเอง (DIY) กับการจ้างมืออาชีพ
  • เทคนิคการเตรียมไฟล์ ออกแบบถุงกระดาษ ให้พร้อมส่งโรงพิมพ์ เพื่อลดความผิดพลาด
  • ไอเดียและวิธี เลือกขนาดถุงกระดาษยังไงให้เหมาะกับสินค้า เพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์
  • ขั้นตอนการออกแบบถุงกระดาษกับโรงพิมพ์ แบบ Step-by-step
ออกแบบถุงกระดาษแบรนด์ของเราเองมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง 03

ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจสูงขึ้น บรรจุภัณฑ์ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาชนะใส่สินค้าอีกต่อไป แต่คือ “ป้ายโฆษณาเคลื่อนที่” ที่ทรงพลังที่สุด การ ออกแบบถุงกระดาษ ที่ดี จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยสร้างการจดจำและเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ของคุณ ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของร้านเสื้อผ้า คาเฟ่ หรือทำธุรกิจออนไลน์ เชื่อว่าหลายคนคงเคยเกิดคำถามสำคัญในใจว่า “เราควร ออกแบบถุงกระดาษ ด้วยตัวเอง เพื่อประหยัดงบ หรือควรลงทุนจ้างนักออกแบบมืออาชีพเพื่อให้ได้งานที่เป๊ะปังกันแน่?”

คำตอบของเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” เพราะความคุ้มค่าของแต่ละธุรกิจนั้นต่างกัน บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกแง่มุมของการ ออกแบบถุงกระดาษ ทั้งแบบทำเองและจ้างทำ รวมถึงเทคนิคการ ออกแบบถุงกระดาษช้อปปิ้ง และออกแบบถุงกระดาษใส่ของขวัญให้โดนใจลูกค้า เพื่อให้คุณตัดสินใจได้เฉียบขาดที่สุด และไม่เสียเงินฟรีไปกับงานพิมพ์ที่ไม่ได้คุณภาพ


ทำไมการออกแบบถุงกระดาษ ถึงสำคัญกว่าที่คุณคิด?

ก่อนจะไปถึงเรื่องการจ้างหรือทำเอง เราต้องเข้าใจก่อนว่าการ ออกแบบถุงกระดาษ มีผลต่อธุรกิจมหาศาล ถุงกระดาษหนึ่งใบสามารถบอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์ (Brand Storytelling) ได้ดีกว่าคำพูดนับพันคำ

  • สร้าง First Impression: ลูกค้าเห็นถุงก่อนเห็นสินค้าข้างใน หาก ออกแบบถุงกระดาษช้อปปิ้ง ได้สวยงาม ลูกค้าจะรู้สึกประทับใจตั้งแต่ยังไม่เปิดดูของ
  • Marketing Tool: ลูกค้าถือถุงของคุณเดินไปในห้าง หรือถ่ายรูปลง Social Media นั่นคือการโฆษณาฟรี ถ้าคุณ ออกแบบถุงกระดาษสกรีนโลโก้ ให้เด่นชัด แบรนด์คุณก็จะถูกมองเห็นในวงกว้าง
  • เพิ่มมูลค่าสินค้า: สินค้าธรรมดา หากใส่ในถุงที่ผ่านการ ออกแบบถุงกระดาษใส่ของขวัญ มาอย่างดี จะดูพรีเมียมและขายได้ราคาสูงขึ้นทันที

ออกแบบถุงกระดาษด้วยตัวเอง (DIY) คุ้มจริงไหม?

สำหรับเจ้าของแบรนด์ที่มีงบประมาณจำกัด หรือเพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ การออกแบบถุงกระดาษเองเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่คำว่า “คุ้มค่า” ของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน ลองชั่งน้ำหนักจากข้อดีและข้อเสียเหล่านี้ดูก่อน

ข้อดีของการลุยเอง

  • ประหยัดต้นทุนเริ่มต้น: นี่คือปัจจัยหลัก คุณสามารถตัดงบค่าจ้างดีไซเนอร์ (ซึ่งอาจสูงถึง 3,000 – 15,000 บาทต่อแบบ) ออกไปได้ ทำให้เหลือเงินไปหมุนเวียนส่วนอื่น
  • ความรวดเร็วในการปรับแก้: อยากเปลี่ยนเบอร์โทร? อยากเพิ่มโปรโมชั่นด่วน? คุณแก้ไฟล์แล้วส่งโรงพิมพ์ได้ทันที ไม่ต้องรอคิวงานจากฟรีแลนซ์หรือเอเจนซี่
  • ถ่ายทอด DNA แบรนด์ได้ตรงจุด: ไม่มีใครรู้จักสินค้าดีเท่าตัวเจ้าของเอง การออกแบบเองทำให้คุณใส่อารมณ์และความรู้สึกที่ต้องการสื่อสารได้โดยไม่ต้องผ่านคนกลาง

ข้อเสียที่ต้องแบกรับ

  • ความเสี่ยงเรื่องเทคนิคสูง (Technical Risks): หากขาดความรู้เรื่องงานพิมพ์ (Print Production) เช่น การตั้งค่า Overprint การจัดการ Font หรือการวางระยะตัดตก (Bleed) มีโอกาสสูงมากที่งานจะออกมาเสีย และ “ค่าพิมพ์งานเสีย” นั้นแพงกว่า “ค่าจ้างออกแบบ” เสมอ
  • ต้นทุนแฝงเรื่องซอฟต์แวร์: หากจะทำให้ดี คุณต้องเช่าใช้ Adobe Illustrator/Photoshop ซึ่งมีค่ารายเดือน หรือถ้าใช้ Canva ฟรี ก็อาจติดปัญหาเรื่องไฟล์ไม่คมชัดเมื่อขยายใหญ่
  • ภาพลักษณ์อาจดูไม่ Professional: งานที่ขาดการจัดองค์ประกอบศิลป์ (Composition) หรือการเลือกคู่สีที่ผิดหลักจิตวิทยา อาจทำให้แบรนด์ดู “บ้านๆ” และลดมูลค่าสินค้าโดยไม่รู้ตัว
  • เสียเวลาทำธุรกิจ (Opportunity Cost): เวลาที่คุณงมอยู่กับการแก้เส้นไดคัท 3 ชั่วโมง คือเวลาที่คุณหายไปจากการวางแผนการตลาดหรือดูแลลูกค้า

หากคุณพิจารณาแล้วว่าอยากลองสู้ด้วยตัวเองเพื่อให้คุ้มค่าที่สุด คุณต้องมั่นใจว่าคุณเข้าใจใน 4 เงื่อนไขทางเทคนิค ต่อไปนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” นั่นเอง

1)กับดักของเครื่องมือออกแบบ (Tools Trap)

หลายคนเลือกใช้ Canva หรือ App แต่งรูปในมือถือ เพราะใช้งานง่ายแต่เครื่องมือเหล่านี้มักถูกตั้งค่ามาสำหรับงาน “หน้าจอ” (Digital) ไม่ใช่งาน “พิมพ์” (Print) ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนในภายหลัง

  • ข้อควรระวัง: หากใช้ Canva ฟรี ไฟล์ที่ได้มักเป็น RGB เมื่อส่งโรงพิมพ์ สีดำที่คุณเห็นบนจอว่าดำสนิท อาจจะออกมาเป็นสีเทาตุ่นๆ หรือดำอมแดง (Rich Black) ที่ควบคุมไม่ได้
  • ทางแก้: หากใช้ Canva ควรใช้เวอร์ชัน Pro เพื่อ Export เป็น PDF Print (CMYK) แต่ถ้าจะให้ชัวร์ที่สุด โปรแกรมตระกูล Adobe (Illustrator/InDesign) คือมาตรฐานที่โรงพิมพ์ยอมรับ เพราะจัดการเรื่อง Layer และ Vector ได้สมบูรณ์ที่สุด

2)ความเสี่ยงจาก “รอยพับ” และ “ก้นถุง” ที่อาจทำให้เสียของฟรี

ถุงกระดาษเป็นงาน 3 มิติ ไม่ใช่แผ่นกระดาษแบนๆ ความคุ้มค่าจะหายไปทันทีถ้าคุณลืมนึกถึงจุดเหล่านี้จนต้องทิ้งถุงทั้งล็อต

  • รอยพับข้าง (Gusset): อย่าลืมว่าด้านข้างของถุงจะมีการพับจีบ หากคุณวางโลโก้หรือข้อความสำคัญทับรอยพับ พอถุงกางออก ข้อความอาจจะหัก หรืออ่านไม่รู้เรื่อง
  • ก้นถุง: การพับก้นถุงจะมีการซ้อนทับกันของกระดาษ 4 ด้าน หากคุณออกแบบลวดลายต่อเนื่องที่ก้นถุง ต้องคำนวณระยะซ้อนทับให้เป๊ะ ไม่งั้นลายจะเหลื่อมกันจนดูไม่สวย
  • จุดเจาะรูร้อยเชือก: อย่าลืมเว้นที่ด้านบนลงมาประมาณ 3-4 ซม. สำหรับพับปากถุงและเจาะรู หากวางโลโก้สูงเกินไป โลโก้คุณจะโดนตาไก่เจาะทะลุแน่นอน!

3.ฟอนต์เด้งและสระลอย (Font & Text Issues)

เมื่อคุณส่งไฟล์งานให้โรงพิมพ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ของโรงพิมพ์อาจไม่มีฟอนต์ที่คุณใช้ ทำให้ต้องเสียเวลาแก้ไขหรือเสี่ยงที่จะพิมพ์ผิด

  • ผลลัพธ์: ฟอนต์สวยๆ ที่คุณเลือก อาจเด้งกลายเป็นฟอนต์ Angsana หรือ Arial หรือสระวรรณยุกต์ลอยผิดตำแหน่ง
  • วิธีแก้ (Must Do): ต้องทำการ “Create Outlines” (แปลงตัวอักษรให้เป็นภาพกราฟิก) ทุกครั้งก่อน Save ไฟล์ส่งโรงพิมพ์ เพื่อล็อกรูปทรงของตัวอักษรไม่ให้เปลี่ยนแปลง

4.QR Code ที่สแกนไม่ได้จริง

การใส่ QR Code ลงบนถุงเป็นไอเดียที่ดีในการต่อยอดธุรกิจ แต่มีข้อควรระวังทางเทคนิคที่ถ้าพลาดไปจะทำให้พื้นที่ตรงนั้นไร้ประโยชน์ทันที

  • ขนาด: ห้ามเล็กกว่า 2 ซม. เพราะกระดาษถุงมีความโค้งงอ อาจทำให้กล้องจับโฟกัสยาก
  • สี: ควรใช้ QR Code สีเข้มบนพื้นหลังสีอ่อน (เช่น สีดำบนพื้นขาว) เลี่ยงการทำ QR Code สีขาวบนพื้นดำ (Inverted) เพราะแอปฯ สแกนบางตัวอ่านค่าไม่ได้
  • ชนิดไฟล์: QR Code ต้องเป็น Vector เท่านั้น ถ้าเป็นภาพ Jpeg แตกๆ เมื่อพิมพ์ออกมาเครื่องจะสแกนไม่ติดเลย

ออกแบบถุงกระดาษแบรนด์ของเราเองมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง 02

จ้างนักออกแบบมืออาชีพ (Professional) แพงแต่จบจริงไหม?

หากแบรนด์ของคุณเน้นภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือ หรือต้องการ ออกแบบถุงกระดาษช้อปปิ้งแบรนด์ ให้ดูพรีเมียม การจ้างมืออาชีพไม่ใช่แค่รายจ่าย แต่มันคือการ “ซื้อความสบายใจ” และ “ซื้อมาตรฐานสากล” ให้กับธุรกิจของคุณ

ข้อดีของการจ้างมืออาชีพ (ทำไมถึงคุ้ม?)

  • การันตีคุณภาพไฟล์งาน (Technical Perfection): มืออาชีพรู้วิธีคุยกับโรงพิมพ์ ไฟล์ที่ได้จะเป็นมาตรฐาน (Vector CMYK Create Outlines) ลดโอกาสเกิด Human Error แทบจะเป็นศูนย์
  • ใช้จิตวิทยานำการออกแบบ: ดีไซเนอร์ไม่ได้แค่ “วาดรูป” แต่พวกเขา “แก้ปัญหา” พวกเขารู้ว่าต้องวางโลโก้ตรงไหนให้คนมองเห็น และต้องใช้สีอะไรให้คนอยากซื้อ (Color Psychology)
  • มีคลังทรัพยากร (Assets): มืออาชีพมักมีลิขสิทธิ์ฟอนต์สวยๆ รูปภาพสต็อกคุณภาพสูง หรือพื้นผิว (Texture) แปลกตาที่คนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ยาก
  • มุมมองจากบุคคลที่สาม (Fresh Perspective): บางครั้งเจ้าของแบรนด์อาจมองใกล้เกินไป นักออกแบบจะช่วยมองในมุม “ลูกค้า” และเสนอไอเดียใหม่ๆ ที่คุณอาจนึกไม่ถึง
  • ความถูกต้องด้านลิขสิทธิ์ (Copyright Safety): นักออกแบบมืออาชีพจะใช้ Font และรูปภาพที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องเชิงพาณิชย์ (Commercial Use) ช่วยเซฟคุณจากการโดนฟ้องร้องเรื่องลิขสิทธิ์ในอนาคต

ข้อเสียและข้อสังเกตที่ต้องเตรียมตัว

  • ค่าใช้จ่ายสูง: ต้องเตรียมงบประมาณไว้ส่วนหนึ่ง และหากมีการแก้ไขเกินจำนวนครั้งที่ตกลง (Draft) อาจมีการคิดเงินเพิ่ม
  • ปัญหาการสื่อสาร (Communication Gap): ถ้าบรีฟไม่ชัด หรือเคมีไม่ตรงกัน งานที่ออกมาอาจ “สวยแต่ไม่ใช่” ทำให้ต้องเสียเวลาแก้ไปมาหลายรอบ
  • ระยะเวลารอคอย: ดีไซเนอร์เก่งๆ มักมีคิวงาน คุณอาจต้องรอคิว 3-7 วัน หรือนานกว่านั้น ไม่สามารถสั่งปุ๊บได้ปั๊บเหมือนทำเอง
  • ลิขสิทธิ์ไฟล์ต้นฉบับ: สัญญาจ้างบางเจ้าอาจให้แค่ไฟล์พร้อมพิมพ์ (PDF) แต่ไม่ให้ไฟล์ต้นฉบับ (AI) หากต้องการไฟล์ไปแก้เองในอนาคตอาจต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

ออกแบบถุงกระดาษแบรนด์ของเราเองมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง

3 เหตุผลหลักที่มืออาชีพช่วยให้ธุรกิจคุณ “ไปต่อได้ไกลกว่า”

1.ลดความเสี่ยงงานเสีย (Zero Error)

นักออกแบบที่เชี่ยวชาญจะรู้ขั้นตอนการออกแบบถุงกระดาษกับโรงพิมพ์เป็นอย่างดี พวกเขาจะเตรียมไฟล์ที่ถูกต้อง 100% ทั้งการจัดการระบบสีและรูปแบบไฟล์ที่แม่นยำ ทำให้งานพิมพ์ออกมาสมบูรณ์ไม่ต้องมานั่งลุ้นตอนเปิดกล่อง

2.รองรับเทคนิคพิเศษ (Special Techniques)

หากคุณต้องการเพิ่มมูลค่าด้วยการปั๊มเคทอง (Hot Stamp) เคลือบเฉพาะจุด (Spot UV) หรือปั๊มนูน การทำไฟล์เหล่านี้ต้องใช้การแยก Layer สีพิเศษที่ซับซ้อน ซึ่งมืออาชีพจัดการให้คุณได้ทันทีโดยที่โรงพิมพ์ไม่งง

3.มุมมองทางการตลาดที่เหนือกว่า

มืออาชีพไม่ได้แค่วางรูปให้สวย แต่จะช่วยคิดเรื่อง Composition (องค์ประกอบศิลป์) เพื่อให้ถุงกระดาษของคุณโดดเด่นออกมาจากคู่แข่งเมื่อวางอยู่ข้างกัน ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่ลูกค้าถือถุง

หากว่าคุณจะมีไฟล์มาแล้ว หรือต้องการทีมออกแบบมืออาชีพดูแลตั้งแต่ต้นจนจบ เราพร้อมให้คำปรึกษา ออกแบบถุงกระดาษ เรามีทีมกราฟิกที่เชี่ยวชาญ พร้อมดูแลไฟล์งานของคุณให้สมบูรณ์แบบ 100% ปรึกเราได้เลยที่ Rigidboxs


ตารางเปรียบเทียบ แบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด?

เพื่อให้ตัดสินใจง่ายขึ้น ลองดูตารางเปรียบเทียบปัจจัยต่างๆ ด้านล่างนี้

ปัจจัยออกแบบเอง (DIY)จ้างนักออกแบบ (Professional)
งบประมาณสูง (ถ้าตั้งค่าไฟล์ผิด)มีค่าใช้จ่าย (ปานกลาง – สูง)
ความรู้เทคนิคประหยัด (ฟรี หรือค่าซอฟต์แวร์)ไม่ต้องรู้ลึก มืออาชีพจัดการให้
ความเสี่ยงงานพิมพ์ต้องศึกษาเรื่อง Art Work/Printต่ำมาก
คุณภาพดีไซน์ตามทักษะส่วนตัวมาตรฐานมืออาชีพ
เหมาะกับใคร?ร้านค้าใหม่, SME งบน้อย, งานไม่ซับซ้อนแบรนด์ที่ต้องการภาพลักษณ์, พิมพ์จำนวนมาก

เลือกขนาดถุงกระดาษยังไงให้เหมาะกับสินค้า (Size Matters)

ไม่ว่าจะออกแบบเองหรือจ้าง ปัญหาโลกแตกที่หลายแบรนด์เจอคือ “เลือกไซซ์ผิด” ถุงที่ใหญ่เกินไปทำให้ดูไม่สมส่วนและเปลืองต้นทุน ส่วนถุงที่เล็กเกินไปก็ใช้งานไม่ได้จริง นี่คือ 4 ขั้นตอนการเลือกไซซ์ให้แม่นยำครับ

1.วัดขนาดสินค้าให้เป๊ะ (วัดจากชิ้นที่ใหญ่ที่สุด)

อย่ากะระยะด้วยสายตา ให้ใช้ไม้บรรทัดวัด กว้าง x ยาว x สูง ของสินค้าชิ้นที่ใหญ่ที่สุดในร้าน หรือหากลูกค้ามักซื้อหลายชิ้นพร้อมกัน ให้ลองนำมาวางรวมกันแล้ววัดขนาดภาพรวม

2.บวกระยะเผื่อ (Ease Allowance)

ห้ามทำถุงขนาดเท่ากับตัวสินค้าพอดีเด็ดขาด ควรบวกเพิ่มด้านละอย่างน้อย 1-2 ซม. เพื่อให้ลูกค้าหยิบของเข้าออกได้สะดวก ไม่ต้องยัดจนถุงเสียทรงหรือสินค้าเสียหาย

3.เช็กความกว้าง “ก้นถุง” (Gusset)

หากสินค้าของคุณมีฐานกว้าง เช่น กล่องเค้ก กล่องรองเท้า หรือกล่องอาหาร ต้องออกแบบก้นถุงให้กว้างกว่าฐานกล่องเล็กน้อย เพื่อให้กล่องสามารถวางราบไปกับพื้นถุงได้พอดี ไม่เอียงไปมาจนสินค้าภายในเสียหาย

4.ทดสอบด้วย Mockup (กระดาษหนังสือพิมพ์)

ก่อนสั่งผลิตจริงเป็นพันใบ ให้ลองนำกระดาษหนังสือพิมพ์มาตัดและพับตามขนาด (กว้าง x หนา x สูง) ที่คุณคิดไว้ แล้วลองใส่สินค้าจริงดู ขั้นตอนนี้จะช่วยให้คุณเห็นจุดผิดพลาดที่มองไม่เห็นในจอคอมพิวเตอร์ เคล็ดลับเพิ่มเติม

  • ความหนา: ยิ่งถุงขนาดใหญ่และต้องใส่ของหนัก คุณยิ่งต้องเลือกกระดาษที่มี “แกรม” (ความหนา) สูงขึ้น เพื่อป้องกันถุงขาดหรือก้นทะลุ
  • ใช้ไซซ์มาตรฐานโรงพิมพ์: ลองถามโรงพิมพ์ว่ามี “ถุงกระดาษ” ขนาดไหนบ้างที่ใกล้เคียงกับความต้องการของคุณ การใช้ไซซ์มาตรฐานจะช่วยประหยัด “ค่าบล็อกไดคัท” ได้หลักพันบาทเลยทีเดียว

สรุป

การออกแบบถุงกระดาษคือการลงทุนกับภาพลักษณ์ที่คุ้มค่าที่สุดอย่างหนึ่ง ไม่มีสูตรสำเร็จว่าต้อง “ทำเอง” หรือ “จ้าง” เสมอไป เพราะคำว่าคุ้มค่าของแต่ละธุรกิจนั้นต่างกัน

ถ้า Budget คือปัญหาหลัก และแบบไม่ซับซ้อน = ทำเอง

เหมาะสำหรับแบรนด์ที่เพิ่งเริ่มต้นและต้องการคุมค่าใช้จ่าย แต่คุณต้องแลกมาด้วยการทำการบ้านที่หนักขึ้น ต้องตรวจสอบเรื่องระบบสี (CMYK) การ Create Outlines ฟอนต์ และเช็กระยะพับอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าความประหยัดของคุณจะไม่กลายเป็นงบบานปลายจากการพิมพ์งานเสีย

ถ้า Quality และ Time คือหัวใจสำคัญ = จ้างมืออาชีพ

เหมาะสำหรับแบรนด์ที่ต้องการความเป๊ะแบบ 100% และต้องการเอาเวลาไปโฟกัสกับการบริหารจัดการธุรกิจ การจ้างมืออาชีพจะช่วยตัดปัญหาจุกจิกเรื่องเทคนิคงานพิมพ์ทิ้งไป ได้งานที่มีองค์ประกอบศิลป์ที่ถูกต้อง มีลิขสิทธิ์ฟอนต์ที่ชัดเจน และพร้อมยกระดับแบรนด์ให้ดูพรีเมียมได้ทันที

แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกทางไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือ “การเลือกขนาด (Size)” ให้เหมาะสมกับตัวสินค้าและการทดสอบด้วย Mockup ก่อนสั่งผลิตจริงเสมอ

จำไว้ว่าถุงกระดาษที่สวยงามและใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่บรรจุภัณฑ์สำหรับใส่ของ แต่มันคือป้ายโฆษณาเคลื่อนที่ที่ลูกค้าเต็มใจถือเพื่อโปรโมทแบรนด์ให้คุณฟรีๆ ทั่วเมือง!

แนะนำบทความน่าอ่านเพิ่มเติม ทำไมถุงกระดาษสีขาวหูหิ้ว ถึงได้รับความนิยม


คำถามที่พบบ่อย

1.ไฟล์นามสกุลอะไรดีที่สุดสำหรับการส่งโรงพิมพ์เพื่อออกแบบถุงกระดาษ?

ตอบ: ไฟล์ที่ดีที่สุดคือ .AI (Adobe Illustrator) หรือ .PDF (High Quality Print) เพราะเป็นไฟล์ Vector ที่ให้ความคมชัดที่สุด เส้นไม่แตก และสามารถแก้ไขเลเยอร์ต่างๆ ได้สะดวก หากไม่มีจริงๆ ไฟล์ .PSD (Photoshop) หรือ .TIFF ที่มีความละเอียด 300 DPI ขึ้นไปก็สามารถใช้ได้

2.จะออกแบบถุงกระดาษช้อปปิ้งให้รับน้ำหนักได้เยอะๆ ต้องทำอย่างไร?

ตอบ: สำคัญอยู่ที่ “กระดาษ” และ “หูหิ้ว” ควรเลือกใช้กระดาษอาร์ตการ์ดที่มีความหนา 210 แกรมขึ้นไป หรือกระดาษคราฟท์หนา และเสริมกระดาษแข็งรองก้นถุงและปากถุง (จุดเจาะร้อยเชือก) การเลือกใช้หูหิ้วแบบเชือกเกลียวหรือเชือกเปียที่มีตัวล็อกปมแน่นหนา จะช่วยรับน้ำหนักได้ดีกว่าหูหิ้วแบบกระดาษพับ

3.ออกแบบถุงกระดาษสกรีนโลโก้ 1 สี กับพิมพ์ 4 สี ราคาต่างกันมากไหม?

ตอบ: ต่างกันพอสมควร การออกแบบถุงกระดาษสกรีนโลโก้ 1 สี (เช่น พิมพ์โลโก้สีดำลงบนถุงคราฟท์) จะมีต้นทุนถูกกว่ามาก และมักไม่มีขั้นต่ำที่สูง เหมาะสำหรับแบรนด์เริ่มต้น แต่ถ้าต้องการพิมพ์ภาพถ่าย หรือลวดลายกราฟิกที่มีหลายสี (Full Color) จะต้องใช้ระบบพิมพ์ Offset หรือ Digital ซึ่งราคาสูงกว่า แต่ได้ความสวยงามและดึงดูดสายตามากกว่า